Plaats je melding

europegrease50

https://diigo.com/013oabi
Omschrijving

เมื่อมีคนพูดจาเสียดสีหรือกล่าวหาว่าเราไปทำสิ่งไม่ดี สิ่งแรกที่หลายคนสงสัยคือเรื่องนี้จะฟ้องได้ไหม และต้องใช้กฎหมายข้อไหน หลายกรณีจะนึกถึงคำว่า "หมิ่นประมาท กับ ดูหมิ่นซึ่งหน้า ต่างกันอย่างไร" เพราะทั้งสองคำนี้ในภาษาพูดมักใช้ปนกัน แต่ในทางกฎหมายกลับมีองค์ประกอบและผลทางคดีที่แยกออกจากกันชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการต้องมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง หากต้องการศึกษาภาพรวมของคดีลักษณะนี้สามารถดูแนวทางได้ที่ ทนายดี ซึ่งรวบรวมคำอธิบายพื้นฐานไว้ให้อ่านประกอบก่อนเกิดเหตุ: หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้าต่างกันที่จุดเริ่มต้นอย่างไร?ความต่างที่จุดเริ่มต้นอยู่ที่ "การใส่ความ" กับ "การดูหมิ่นซึ่งหน้า" คนละฐานความผิดกัน หมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ต้องมีการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ส่วนการดูหมิ่นซึ่งหน้าเป็นความผิดคนละฐานที่ไม่มีในข้อมูลชุดนี้ จึงต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ตอนเกิดเหตุถ้าลองแยกตามลำดับเวลา ก่อนเกิดเหตุให้ถามว่าผู้พูดกับผู้ถูกพูดอยู่ต่อหน้ากันหรือไม่ และมีคนอื่นได้ยินด้วยหรือเปล่า เพราะจุดนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าคดีจะเดินไปในเส้นทางใด หมิ่นประมาทให้ความสำคัญกับ "บุคคลที่สาม" ที่รับรู้ข้อความนั้น ขณะที่การดูหมิ่นซึ่งหน้าเน้นการแสดงออกต่อหน้าผู้นั้นโดยตรงและไม่มีเงื่อนไขเรื่องบุคคลที่สามมาร่วมด้วยระหว่างเกิดเหตุ: ถ้อยคำแบบใดถือเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม?การใส่ความต้องเป็นข้อความที่มุ่งหมายให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง โดยต้องมีบุคคลที่สามรับรู้ หากพูดต่อหน้าผู้เสียหายเพียงสองคนไม่มีคนอื่นได้ยิน องค์ประกอบการใส่ความต่อบุคคลที่สามยังไม่ครบ ถ้อยคำจึงต้องพิจารณาว่ามีเนื้อหาจริงจังหรือเพียงตำหนิในทางกลับกัน ถ้าผู้พูดประจานต่อหน้าผู้เสียหายโดยตรงโดยไม่มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ลักษณะข้อเท็จจริงจะไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 326 เพราะขาดการใส่ความต่อบุคคลที่สาม จึงต้องดูว่าการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานอื่นหรือไม่ ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ไม่สามารถเหมารวมได้หลังเกิดเหตุ: เมื่อถูกใส่ความต้องเริ่มจากอะไรก่อน?เมื่อถูกใส่ความ สิ่งแรกที่ควรทำคือเก็บหลักฐานข้อความ ภาพ หรือเสียงที่เกี่ยวข้องไว้ทันที และจดจำวันเวลากับผู้ที่ได้ยินหรืออ่านข้อความนั้น เพราะคดีหมิ่นประมาทต้องอาศัยการพิสูจน์ว่ามีการใส่ความต่อบุคคลที่สามจริง หลักฐานช่วงแรกจึงมีผลต่อการดำเนินคดีในขั้นต่อไปอย่างมากจากนั้นค่อยประเมินว่าเข้าองค์ประกอบของมาตรา 326 หรือไม่ หรือมีกรณีใดที่อาจได้รับการยกเว้นตามมาตรา 329 หรือใช้ข้อแก้ตัวตามมาตรา 330 ได้หรือไม่ การประเมินตามลำดับแบบนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเดินหน้าฟ้องหรือหาทางอื่น เช่น การเจรจาหรือขอให้ลบข้อความ ส่วนเรื่องรายละเอียดเฉพาะกรณีควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินตามข้อเท็จจริงจริงอัตราโทษของหมิ่นประมาทตามที่กฎหมายกำหนดไว้หนักแค่ไหน?ตามที่กฎหมายกำหนด หมิ่นประมาทตามมาตรา 326 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีโฆษณาตามมาตรา 328 จะมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการหมิ่นประมาทแบบธรรมดาเมื่อเทียบกับคดีแพ่งที่อาจเรียกร้องค่าเสียหายได้อีกทาง ต้องเข้าใจว่าโทษอาญาและค่าเสียหายทางแพ่งเป็นคนละส่วนกัน โทษอาญาเป็นเรื่องของรัฐที่ลงโทษผู้กระทำผิด ส่วนค่าเสียหายเป็นเรื่องระหว่างคู่ความ ดังนั้นการถูกฟ้องอาญาไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายค่าเสียหายในจำนวนที่แน่นอนตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลพินิจของศาลในแต่ละคดีการยอมความ: หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้ามีผลต่างกันไหม?ตามที่กฎหมายกำหนด หมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ตามมาตรา 333 หมายความว่าถ้าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด คดีจะขาดอายุความตามมาตรา 96 ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าไม่ได้อยู่ในข้อมูลชุดนี้ จึงต้องตรวจสอบกับทนายความอีกครั้งผลของการเป็นความผิดอันยอมความได้คือ ผู้เสียหายสามารถถอนคำร้องทุกข์ได้ และเมื่อถอนแล้วคดีอาญาจะยุติลงตามกฎหมาย แต่หากมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นคดีแยกกัน สิทธิในการเรียกร้องทางแพ่งอาจยังคงอยู่แม้คดีอาญาจะยุติลงด้วยการยอมความ ซึ่งเป็นคนละประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกกันไปการแจ้งความกับฟ้องเองต่างกันอย่างไรในคดีหมิ่นประมาท?ตามที่กฎหมายกำหนด ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลคือพนักงานอัยการและผู้เสียหายตามมาตรา 28 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหายจึงสามารถแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดี หรือจะยื่นฟ้องต่อศาลด้วยตนเองก็ทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นความผิดอันยอมความได้การเลือกเส้นทางมีผลต่อภาระการพิสูจน์และการดำเนินคดี ถ้าแจ้งความ พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการสั่งคดี ถ้าฟ้องเอง ผู้เสียหายต้องรับผิดชอบการนำสืบด้วยตนเอง วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีหลักฐานพร้อมและต้องการควบคุมจังหวะของคดี แต่ต้องเข้าใจว่าศาลต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานที่นำเข้าสู่สำนวนเท่านั้นศาลมีคำสั่งอื่นได้อีกไหมนอกจากตัวบทลงโทษหลัก?ตามที่กฎหมายกำหนด ในคดีหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่งให้ยึดและทำลายวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาท และให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ตามมาตรา 332 และในคดีที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ยังมีมาตรา 16/1 ให้ศาลสั่งทำลายข้อมูล เผยแพร่คำพิพากษา หรือดำเนินการอื่นเพื่อบรรเทาความเสียหายได้คำสั่งเหล่านี้เป็นมาตรการเสริมที่ศาลใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสมของแต่ละคดี ไม่ใช่คำสั่งที่จะออกโดยอัตโนมัติทุกครั้ง และไม่ได้แทนที่โทษหลักที่ศาลจะพิพากษา ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรทำความเข้าใจว่าผลของคดีอาจมีทั้งโทษทางอาญา คำสั่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน และความรับผิดทางแพ่งประกอบกัน ซึ่งต้องประเมินเป็นรายกรณีข้อความออนไลน์แบบใดที่ยังเข้าข่ายหมิ่นประมาท?ตามที่กฎหมายกำหนด การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ครอบคลุมการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด รวมถึงการกระจายเสียงหรือภาพ หรือป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ดังนั้นการโพสต์ข้อความในที่สาธารณะจึงอาจเข้าข่ายการโฆษณาได้ หากครบองค์ประกอบการใส่ความต่อบุคคลที่สามส่วนข้อความในระบบคอมพิวเตอร์มีกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรา 14 (1) ตามที่แก้ไขในปี 2560 ได้ระบุไว้ชัดว่าไม่รวมถึงการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นการโพสต์หมิ่นประมาทออนไลน์จึงต้องดูว่าข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบของมาตรา 326 หรือ 328 หรือไม่ ก่อนจะพิจารณาว่ามีกฎหมายเฉพาะอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ ไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติการพิสูจน์ความจริงและข้อยกเว้นตามกฎหมายใช้ได้แค่ไหน?ตามที่กฎหมายกำหนด มาตรา 330 เปิดทางให้ผู้ถูกหาพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทเป็นความจริงก็ไม่ต้องรับโทษ แต่มีข้อยกเว้นว่าห้ามพิสูจน์ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ส่วนมาตรา 329 คุ้มครองผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตในหลายกรณี เช่น เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือส่วนได้เสียตามคลองธรรม ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ติชมด้วยความเป็นธรรม หรือแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุมนอกจากนี้ มาตรา 331 ยังให้ความคุ้มครองคู่ความหรือทนายความของคู่ความที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ข้อยกเว้นเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยการพิจารณาข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้พูดเป็นรายกรณี จึงไม่อาจสรุปได้ว่าทุกข้อความจริงจะรอดทุกกรณี ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินว่าข้อยกเว้นข้อใดนำมาใช้กับตนได้คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งหน้าถ้าพูดต่อหน้าคนสองคนโดยไม่มีคนอื่นได้ยิน ถือเป็นหมิ่นประมาทไหม? ทนายความ ต้องดูว่าคนสองคนนั้นนับเป็น "บุคคลที่สาม" ที่รับรู้ข้อความหรือไม่ เพราะการหมิ่นประมาทต้องมีการใส่ความต่อบุคคลที่สาม หากผู้ที่ได้ยินเป็นเพียงคู่สนทนาโดยตรง องค์ประกอบอาจไม่ครบ แต่ถ้ามีคนอื่นร่วมรับรู้ด้วยก็อาจเข้าข่ายได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินหลักฐานที่มีถ้าข้อความที่พูดเป็นความจริง จะไม่ผิดหมิ่นประมาทเลยหรือไม่?ตามที่กฎหมายกำหนด มาตรา 330 ให้สิทธิผู้ถูกหาพิสูจน์ความจริงได้ แต่มีข้อยกเว้นว่าห้ามพิสูจน์ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดังนั้นการพูดความจริงจึงไม่ใช่เกราะป้องกันได้ทุกกรณี ต้องดูว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวหรือไม่ และการพิสูจน์นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือเปล่า ซึ่งต้องประเมินเป็นรายกรณีไป สำนักงานทนายความ การแสดงความคิดเห็นเชิงติชมในโซเชียลมีเดียมีความผิดไหม?มาตรา 329 คุ้มครองการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นเชิงติชมจึงอาจไม่เป็นความผิด หากเป็นการติชมโดยสุจริตและอยู่ในขอบเขตความเป็นธรรม แต่ถ้าข้อความนั้นกลายเป็นการใส่ความหรือเสียดสีให้เสียชื่อเสียง ก็อาจหลุดจากข้อยกเว้นและเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ขึ้นอยู่กับถ้อยคำและเจตนาเป็นสำคัญถ้าคู่ความพูดในศาลจะถือเป็นหมิ่นประมาทได้ไหม?ตามที่กฎหมายกำหนด มาตรา 331 คุ้มครองคู่ความหรือทนายความของคู่ความที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ข้อยกเว้นนี้มีขอบเขตอยู่ที่การแสดงออกในกระบวนพิจารณาคดีเท่านั้น หากนำข้อความนั้นไปเผยแพร่นอกศาล อาจไม่ได้รับความคุ้มครองในลักษณะเดียวกันถ้าไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนจะเป็นอย่างไร?ตามที่กฎหมายกำหนด มาตรา 96 ระบุว่าความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ ดังนั้นการปล่อยเวลาล่าช้าอาจทำให้เสียสิทธิในการดำเนินคดีอาญาไปเลย ผู้เสียหายจึงควรปรึกษาทนายความและเริ่มดำเนินการโดยเร็วเมื่อรู้เรื่องความผิดหมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้าเรียกค่าเสียหายต่างกันไหม?ค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเรื่องที่ศาลพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและความเหมาะสมเป็นรายกรณี ไม่ได้ผูกกับอัตราโทษทางอาญาโดยตรง จึงไม่อาจสรุปได้ล่วงหน้าว่าฐานความผิดใดจะให้ค่าเสียหายมากกว่ากัน การเรียกค่าเสียหายต้องอาศัยพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความเสียหายได้จริง และควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของตนเองหมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากมีข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัย ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของท่าน